SPECIAL FEATURES

อุตสาหกรรม กับ เศรษฐกิจหมุนเวียน ผลิตใช้สู่อนาคต มุ่งสู่ความยั่งยืน
POSTED ON 08/05/2562


Tags : อุตสาหกรรม, ข่าวอุตสาหกรรม, สื่ออุตสาหกรรม, โรงงาน, เครื่องจักรกล, การผลิต, พลังงาน, โลจิสติกส์, Industry, Industrial, Industrial News, Industrial Media, Factory, Machinery, Machine, Manufacturing, Energy, Logistics,เศรษฐกิจหมุนเวียน, CircularEconomy, GCCircularLiving

 

เทรนด์ของโลกปัจจุบันต่างมุ่งสู่ “สีเขียว” ในภาพรวม ด้วยเหตุของการใช้ทรัพยากรไปแทบจะหมดสิ้น สวนทางกับขยะที่พอกพูน จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรมเข้าสู่ Factory 4.0 ภายใต้แนวคิด Circular Economy หรือ เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน ทางเลือกการเป็นผู้นำเศรษฐกิจและความความยั่งยืน

ดร.สมชาย หาญหิรัญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน“ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย...ในอนาคต” มีสาระสำคัญว่า การจะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน การลดปริมาณลดเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิตที่ประสิทธิภาพต่ำ ส่งผลทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า และเกินความจำเป็น ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดดลดน้อยลงและหาได้ยากมากยิ่งขึ้น Circular Economy หรือ เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน จะเป็นการเพิ่มศักยภาพความสามารถในการแข่งขั้น และการเติบโตในระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยให้ความสำคัญครอบคลุม 4 ด้าน ดังนี้

1.การผลิต (Manufacture/Production) โดยการส่งเสริมการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม(Circular product design) และการพัฒนากระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสู่นวัตกรรมการรออกแบบตลอดห่วงโซ่ของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle)

2.การบริโภค (Consumption) โดยการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการลดการใช้หรือใช้น้อยเท่าที่จำเป็น (Reduce) ตลอดจนมีข้อมูลของผลิตภัณฑ์

3.การจัดการของเสีย (Waste Management) โดยการปรับปรุงขั้นตอนการจัดการของเสีย และการลงทุนการจัดการของเสียในระยะยาว

4.การใช้วัตถุดิบรอบสอง หรือการแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) โดยการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบรอบสอง หรือการแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

ตัวอย่างธุรกิจแบรนด์ดังระดับโลกที่ได้นำเอาแนวคิด Circular Economy มาปรับใช้ในการผลิตสินค้าเพื่ออนาคต อาทิ Timberland แบรนด์รองเท้าชื่อดัง ที่มีไอเดียนำการใช้ยาง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตรองเท้าและยางรถยนต์มาใช้อย่างคุ้มค่า โดยร่วมมือกับ Omni United บริษัทผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ ที่ออกแบบยางรถยนต์จากยางที่รีไซเคิลได้ เมื่อผ่านการใช้งานจนเสื่อมสภาพ ยางรถยนต์ทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปยังโรงงานของ Timberland เพื่อนำมาผลิตเป็นพื้นรองเท้า ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดวงจรชีวิตของยางได้อย่างคุ้มค่า

เช่นเดียวกับแบรนด์รองเท้ากีฬายอดนิยมอย่าง Adidas ที่ได้ร่วมมือกับ Parley for the Oceans องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูสภาพของท้องทะเล นำพลาสติกจากชายฝั่งทะเลมาออกแบบเป็นรองเท้าสำหรับวิ่ง อีกทั้งยังนำยางรถยนต์รีไซเคิลมาเป็นส่วนประกอบของพื้นรองเท้าด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ประเทศไทยตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ คอลเลคชั่นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและกระเป๋าแฟชั่นจากขยะขวดพลาสติกในทะเลไทยจากโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand (UTO) ซึ่งร่วมมือโดย บ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับมูลนิธิอีโคอัลฟ์ จากประเทศสเปน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยการส่งเสริมการเก็บขยะพลาสติกประเภทขวด PET และพลาสติกประเภท PE ในทะเลและชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทยมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าและกระเป๋า

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC เล่าว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบริหาร Circular Living ที่ GC มุ่งเน้นการเป็นต้นแบบองค์กรแห่งความยั่งยืน โดย มีแนวทางในการบริหารจัดการ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การบริหารทรัพยากร (Resources) 2. การบริหารจัดการกระบวนการผลิต (Production) 3.การบริโภคและการนำไปใช้ (Consumption & Use) ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงและ 4.การบริหารจัดการขยะ (Waste Management)

การบริหารทรัพยากร(Resources) GC มุ่งลดสัดส่วนการใช้ทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้ การเพิ่มการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนมากขึ้น โดยริเริ่มพัฒนาด้านเทคโนโลยี เช่น การนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (SWRO) โดยในปี 2561 สามารถลดการใช้น้ำจืดจากภายนอกได้ถึง 7.23 ล้านลูกบาศก์เมตร การใช้น้ำหมุนเวียนในระบบหล่อเย็นและการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งปี พ.ศ. 2561 บริษัทฯ สามารถใช้น้ำหมุนเวียนและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 8.08 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นต้น

การบริหารจัดการกระบวนการผลิต (Production) GC ดำเนินธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยยึดหลัก 5Rs (Reduce การลดการใช้, Reuse การใช้ซ้ำ, Recycle การแปรรูปมาใช้ใหม่, Renewable การใช้ทรัพยากรแบบหมุนเวียน และ Refuse การปฏิเสธการใช้สารอันตรายด้วยการเลือกใช้สารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) อาทิ โครงการลดปริมาณของเสียอันตรายไปฝังกลบให้เป็นศูนย์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ 113 เกรดผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ให้ได้การรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และ 60 เกรดผลิตภัณฑ์ ได้รับการรับรองเครื่องหมายลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือฉลากลดโลกร้อน เป็นต้น

 

ส่วนการบริโภคและการนำไปใช้ (Consumption & Use) GC ผนวกแนวคิดการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น บริษัทฯ ได้พัฒนาเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ(LDPE) เพื่อขึ้นรูปเป็นฟิล์มบางที่ลดการใช้วัตถุดิบแต่ไม่ลดคุณภาพ รักษาคุณสมบัติเด่นด้านการทนความร้อน ความแข็งแรง และความใส ลดต้นทุนการผลิตกว่า 2 ล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้ให้แก่บริษัทฯ กว่า 140 ล้านบาทต่อปี เป็นต้น

 

การบริหารจัดการขยะ (Waste Management) บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการใช้พลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง(Single Used Plastic) เช่น ถุงช็อปปิ้ง จำนวน 150,000 ตันต่อปี ให้เหลือ 0 ตันต่อปี ภายใน 5 ปี เพื่อมุ่งสู่ตลาดไบโอพลาสติก ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ รูปแบบต่าง ๆ การ Upcycling ด้วยการนำนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดย GC ได้จับมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยหลายสถาบันในการสนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ อาทิ

โครงการ Chula Zero Waste ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำพลาสติกชีวภาพนวัตกรรมใหม่หรือ BioPBS มาผลิตเป็น แก้ว Zero-Waste Cup ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายได้100% มาใช้ในจุฬาฯ โครงการ Be Smart Be Green ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร สนับสนุนการผลิตและใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม BioPBS ผลิตเป็นแก้วกระดาษเคลือบ BioPBS และหลอดไบโอพลาสติก เป็นต้น นอกจากนี้ GC ยังมุ่งดำเนินธุรกิจพลาสติกรีไซเคิล (Recycled Plastic) โดยอยู่ในระหว่างการศึกษาการลงทุนโรงงานรีไซเคิล พลาสติกครบวงจรมาตรฐานสากลระดับโลก ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง

ทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทาง Circular Living ที่ GC ได้ดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมหลายด้านซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้บริษัทก้าวสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนแต่แนวเศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นนวัตกรรม (Circular Innovation) ที่ปฏิวัติรูปแบบการผลิตและบริโภคครั้งใหญ่ของโลก ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกมีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและเกิดประโยชน์สูงสุดอันจะนำมาซึ่งการมีทรัพยากรที่มั่งคั่งให้กับลูกหลานของเราในอนาคต