EVENT & SEMINAR

Talent Mobility เชื่อมโยงบุคลากรด้านงานวิจัย ขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม
POSTED ON 26/09/2559


 

เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2559 ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จัดงาน Talent Mobility Fair 2016 ขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หวังสร้างเวทีให้ภาคเอกชนเชื่อมโยงหาบุคลากรด้านงานวิจัยที่เหมาะสมตรงกับความต้องการ เพื่อร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพ

 

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการจัดเตรียมมาตรการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวก สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนทำวิจัยมากยิ่งขึ้น รวมถึงพยายามแก้ปัญหาในเรื่องการขาดแคลนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิจัยหรือผู้ช่วยนักวิจัย ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้นำโครงการ Talent Mobility เข้าที่ประชุม ครม.ในปีที่ผ่านมา เพื่อหวังจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว และมีการดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว

 

โครงการนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือในการอุดช่องว่างเรื่องกำลังคน โดยในปีที่ผ่านมาบุคลากรของภาครัฐทั้งมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐได้เคลื่อนย้ายไปปฏิบัติงานในภาคเอกชนแล้วประมาณกว่า 200 คน ที่น่ายินดีกว่านั้นคือมีผู้ช่วยนักวิจัยซึ่งก็คือนักศึกษาทั้งปริญญาตรีโทและเอกตามไปด้วยอีกกว่า 100 คน และในฐานะผู้จัดทำนโยบายก็ยังคงอยากให้มีการขับเคลื่อนบุคลากรออกไปในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมางานวิจัยจะอยู่กับภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยภาครัฐ โดยผลงานวิจัยต่าง ๆ เหล่านั้นก็มีการพัฒนาตามลำดับ แต่ยังติดขัดเรื่องของการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะนำงานวิจัยเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการปลดล็อคปัญหาดังกล่าว ความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยภาครัฐกับภาคเอกชนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงที่เข้มข้นมากขึ้น

 

ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงดังกล่าวคือ บุคลากรด้านการวิจัย โดยในปัจจุบันเรามีบุคลากรวิจัยอยู่ในภาครัฐมากกว่า 30,000 คน แต่อยู่ในภาคเอกชนน้อยมาก จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างระหว่างบุคลากรด้านงานวิจัยระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอยู่สูง ซึ่งการที่ประเทศของเราจะก้าวไปสู่ประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรมจะต้องมีการเตรียมเรื่องของสภาพแวดล้อมของภาคเอกชนควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรด้วย ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการเกิดโครงการ Talent Mobility ซึ่งเป็นนโยบายที่จะทำให้บุคลากรวิจัยภาครัฐเข้าไปช่วยกิจกรรมของภาคเอกชนในเรื่องการวิจัยและพัฒนา

 

จากการดำเนินโครงการ Talent Mobility ที่ผ่านมา โดย สวทน. และหน่วยงานร่วมดำเนินการเป็นระยะเวลาเกือบ 3 ปี พบว่า มีการเข้าร่วมโครงการจากภาคเอกชนจำนวน 111 แห่ง ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมถึง 127 โครงการ มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของภาครัฐเคลื่อนย้ายไปช่วยกิจกรรมของภาคเอกชนจำนวน 240 คน และมีการนำผู้ช่วยนักวิจัยซึ่งเป็นนักศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อเป็นการบ่มเพาะนักวิจัยในอนาคตอีก 157 คน

 

ในอนาคต Talent Mobility จะขยายขอบเขตการทำงานให้มากขึ้น โดยแผนระยะต่อไปจะพยายามนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยงานในภาคเอกชนไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการเสนอรัฐบาลในการยกเว้นหรือลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้เชี่ยวชาญที่มาจากต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวก และส่งเสริมให้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับเอกชนไทยได้มากขึ้น

 

นอกจากนี้ Talent Mobility จะมีการปรับรูปแบบการสนับสนุนให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจง อาทิ การส่งเสริมให้นักวิจัยเข้าไปทำวิจัยร่วมกับเอกชนใน Food Innopolis หรือใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-CURVE) รวมไปถึงการมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้นด้วย

 

การจัดงานงาน Talent Mobility Fair 2016 ในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญที่ให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาเชื่อมโยงหาบุคลากรด้านงานวิจัยที่เหมาะสมตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการหรือภาคเอกชน เพื่อร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพ และเป็นเวทีให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาเชื่อมโยง จับคู่หานักวิจัยที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการหรือภาคเอกชน ซึ่งในงานผู้ประกอบการสามารถมาปรึกษาได้ว่าจะสามารถเข้าถึงงานวิจัยได้อย่างไร และนักวิจัยจะช่วยภาคเอกชนได้ในมิติใดบ้าง

 

ในด้านนักวิจัยจากหน่วยงานหรือมหาวิทยาลัยภาครัฐ ที่มาร่วมงานก็สามารถทำให้ทราบว่างานลักษณะใดบ้างที่นักวิจัยสามารถเข้ามาช่วย หรือจะเข้ามาเชื่อโยงกับภาคเอกชนได้ รวมทั้งภายในงานยังมีเวทีในการเผยแพร่ความรู้ในมิติต่าง ๆ อาทิ

 

- การเสวนาหัวข้อ “Cross-Border Talent Mobility” กฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติเพื่อเคลื่อนย้ายบุคลากรวิจัยต่างชาติมาทำงานร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชนของไทย - การเสวนา “แนวทางการขับเคลื่อนและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) ของภาคอุตสาหกรรม” จากตัวแทนผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย - การเสวนา “Talent Mobility Model สำหรับโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis)”

 

นอกจากนี้ ยังมีเวที Tech Show เพื่อให้นักวิจัยจะได้แสดงข้อมูลให้ภาคเอกชนได้เห็นว่างานวิจัยมีประโยชน์อย่างไรบ้าง และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคเอกชนได้อย่างไรด้วย

 

Tags : อุตสาหกรรม, ข่าวอุตสาหกรรม, สื่ออุตสาหกรรม, โรงงาน, เครื่องจักรกล, การผลิต, พลังงาน, โลจิสติกส์, Industry, Industrial, Industrial News, Industrial Media, Factory, Machinery, Machine, Manufacturing, Energy, Logistics